วันจันทร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

กาแฟไทยยย

ต่อไปจะเป็นประวัติกาแฟของประเทศ "ไทย" เรา


            คำว่า “กาแฟ” ในสมัยรัชกาลที่4 เรียกว่า “ข้าวแฟ” ยังไม่ ได้เปลี่ยนเป็นกาแฟเหมือนในปัจจุบัน ดังปรากฏอยู่ในหนังสือ สัพพะวัจนะภาษาไทย ของปาเลอกัว ฉบับพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2397 นอกจากนี้ยังปรากฏอีกว่าได้มีการปลูกกาแฟขึ้นในเมืองไทยแล้วปลูกแถวๆ จังหวัดสงขลา กล่าวกันว่าเป็นกาแฟรสดีพอใช้และปลูกกันมากทีเดียวมีบันทึกว่าประเทศไทยปลูกกาแฟมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว เนื่องจากมีการติดต่อค้าขายกับชาวต่างชาติ แต่การดื่มนั้นเห็นจะไม่ค่อยนิยม เพราะรสชาติจะขมอาจจะคิดว่าเป็นยาเสียด้วยซ้ำว่า คนไทยจึงไม่ค่อยคุ้นกับกาแฟ เพราะเหตุนี้เข้าใจว่าคนไทยมารู้จักกาแฟกันอย่างแพร่หลายกรุงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ.2367 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่3 ได้มีการนำเมล็ดกาแฟมาทดลองปลูกในพระบรมมหาราชวังและแจกจ่ายให้เสนาบดีนำไปปลูกต่อๆ กันด้วยถึงกับพระราชประสงค์ให้ทำาสวนกาแฟขึ้น สวนกาแฟมีว่านี้อยู ่ในบริเวณวัดราชประดิษฐ์ฯการทำสวนกาแฟในสมัยนั้นเป็นเครื่องวัดได้อย่างหนึ่งว่า ในสมัยรัชกาลที่3 เป็นช่วงที่กาแฟแพร่หลายมากที่สุดต่อมาในสมัยรัชกาลที่4 ก็ยังปรากฏว่ามีการทำสวนกาแฟกันอยู ่ และที่มีชื่อกล่าวถึงในจดหมายเหตุของเซอร์จอห์น เบาว์ริง 

"กาแฟ" เหมือนกัน แต่ รสชาติต่างกัน?

  ถ้ามีคนมาถามว่า “ชอบกินกาแฟอะไร?” คงจะต้องขอเวลาคิดสักพักก่อนที่จะตอบออกไป เพราะกาแฟไม่ได้มีแค่ลาเต้ มอคค่า และคาปูชิโน แต่ยังสามารถจำแนกได้ตามปัจจัยอื่นๆ ตั้งแต่แหล่งกำเนิดของเมล็ดพันธุ์ การคั่วบด ไปจนถึงวิธีการชงที่มีมากมายหลายแบบ
เรารู้จักวิธีการชงที่กำลังเป็นที่นิยมทั่วโลกไปแล้ว วันนี้ The Momentum ขอพาคุณไปรู้จักกับกาแฟที่แบ่งตามเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละชาติให้ได้รู้จักทั้ง 5 แบบ 5 สัญชาติ ทั้งในเอเชียและยุโรป ดีไม่ดีอาจจะได้กาแฟแก้วโปรดเพิ่มมาอีกแก้วก็เป็นได้

กาแฟไทย (Thai Coffee)

ถึงจะไม่มีการยืนยันต้นกำเนิดได้อย่างแน่ชัด แต่หลายคนเชื่อว่ากาแฟไทยได้รับอิทธิพลมาจากชาวจีนที่ย้ายถิ่นฐานมายังแผ่นดินสยาม ทุกวันนี้กาแฟไทยเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘กาแฟโบราณ’ ซึ่งมีความหวานมันละมุนลิ้นจากนมข้นและน้ำตาลทรายเป็นเอกลักษณ์ เช่น โอเลี้ยง ยกล้อ และโอยัวะ ซึ่งสามารถหาดื่มได้ไม่ยากตามรถเข็นขายกาแฟทั่วไป
วิธีการชงนับเป็นเสน่ห์อีกอย่างของกาแฟไทยโบราณ ในชุดชงจะประกอบด้วยหม้อต้มกาแฟลักษณะคล้ายหม้อก๋วยเตี๋ยว ตัวฝามีหลุมวงกลม 2 หน่วยไว้สำหรับตักน้ำด้วยกระบวย พร้อมกระป๋องชง-ถ่ายแบบมีจะงอย และถุงชงผ้าสำลี
หลังจากใส่เมล็ดกาแฟบดลงไปในถุงชง ตักน้ำร้อนใส่จนเต็มกระป๋องชง-ถ่าย เราจะเห็นคนชงเทกาแฟจากกระป๋องหนึ่งไปยังอีกกระป๋อง ยิ่งเทสูงเท่าไรก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจ (แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับรสชาติเสียทีเดียว) จากนั้นกาแฟดำก็จะถูกเทใส่แก้ว แล้วปรุงด้วยนมข้นหวาน น้ำจืด หรือน้ำตาลทรายแล้วแต่สูตร ถ้าจะให้วินเทจสุดๆ ต้องใส่ถุงร้อน/เย็น มัดยางที่มุม แล้วดื่มกับหลอดด้วยนะ

กาแฟเวียดนาม (Vietnamese Coffee)

เมื่อช่วงยุค 1860s ฝรั่งเศสแผ่อำนาจมาถึงเอเชียและยึดเวียดนามไว้เป็นอาณานิคม ชาติตะวันตกนำกาแฟเข้ามาในเมืองขึ้น และเริ่มปลูกเพื่อส่งออก ส่งผลให้ประเทศเพื่อนบ้านของเราครองตำแหน่งผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกในทุกวันนี้ รองจากประเทศบราซิลเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
อุปกรณ์การชงกาแฟเวียดนามหรือ ‘phin’ มีส่วนคล้ายคลึงกับเครื่องชงกาแฟดริป แต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่การอัดเมล็ดกาแฟบดลงในภาชนะด้านบน บีบอัดอีกทีด้วยตัวกด เติมน้ำร้อนลงไป และปิดฝารอกาแฟที่ค่อยๆ ไหลซึมลงมาสู่ภาชนะด้านล่าง จะเห็นได้ว่าใช้หลักการน้ำซึมผ่านเมล็ดกาแฟเหมือนวิธีดริปนั่นเอง
เราสามารถดื่มกาแฟดำเพียวๆ ก็ได้ แต่คนเวียดนามนิยมใส่นมข้นหวาน คนให้เข้ากัน และใส่น้ำแข็งดื่มแบบเย็นชื่นใจ นอกจากนี้ยังมีกาแฟโยเกิร์ต กาแฟไข่คน (ว่ากันว่าเป็นทีรามิสุแบบเวียดนาม) กาแฟปั่นกับผลไม้ อาทิ กล้วย อะโวคาโด และละมุด ถึงจะดูเป็นการผสมผสานที่แปลกๆ แต่ก็ได้รสชาติและเท็กซ์เจอร์ใหม่ๆ ที่น่าลอง

กาแฟตุรกี (Turkish Coffee)

‘กาแฟตุรกี’ ไม่ใช่กาแฟธรรมดาสามัญ แต่เป็นถึงมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก UNESCO และยิ่งขลังเข้าไปใหญ่ เมื่อพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในช่วงจักรวรรดิออตโตมัน ซึ่งกล่าวไว้ว่าร้านกาแฟแห่งแรกในเมืองหลวงคอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือกรุงอิสตันบูล) ถูกก่อตั้งขึ้นในยุค 1640s ทิ้งช่วงห่างจากรากเหง้าต้นกำเนิดของวัฒนธรรมกาแฟในประเทศเยเมนเพียงศตวรรษเดียวเท่านั้น
เราสามารถหาจิบกาแฟตุรกีได้เกือบทุกประเทศในแถบยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลาง เพียงแต่ชื่อจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับวิธีการชงและรสชาติ โดยกาแฟตุรกีดั้งเดิมจะต้องบดให้ละเอียดสุดๆ ก่อนใส่ลงไปใน cezve กระบวยทองเหลืองหรือทองแดงที่มีด้ามจับยาวกันความร้อนไหม้มือ จากนั้นจึงใส่น้ำตาม และนำไปชงผ่านความร้อนจนเดือดปุดๆ ซึ่งสามารถชงในกระบะทรายร้อน ชงในถ่าน หรือชงบนเตาก็ได้เช่นกัน
นอกจากจะดื่มกันเป็นกิจจะลักษณะแล้ว กาแฟตุรกียังเป็นขนบธรรมเนียมหลักในพิธีแต่งงานของชาวตุรกี โดยว่าที่เจ้าสาวต้องชงกาแฟให้แขกทุกคนในการพบปะระหว่างครอบครัวก่อนวันแต่งจริง และยังมีความเชื่ออีกว่ารูปแบบกากกาแฟก้นถ้วยสามารถใช้ทำนายได้เหมือนกับกากชาด้วยนะ

กาแฟไอริช (Irish Coffee)

‘กาแฟไอริช’ คือเครื่องดื่มที่ผสมผสานระหว่างกาเฟอีนและแอลกอฮอล์ได้อย่างลงตัวที่สุด ซึ่งกาแฟชนิดนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อในช่วงปี 1940s โดย โจ เชอริแดน (Joe Sheridan) หัวหน้าเชฟในเมือง Foynes เทศมณฑลลิเมอริก (เหมือนจังหวัดในประเทศไทย) ที่เติมวิสกี้ช็อตลงในกาแฟเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับผู้ดื่มในช่วงอากาศหนาวเย็นสุดโหด
อุปกรณ์การชงกาแฟไอริชอาจจะไม่ได้ตระการตาเหมือนกาแฟชาติอื่น แต่ส่วนผสมทั้งหมดในกาแฟ 1 แก้วต่างหากที่น่าสนใจ โดยเริ่มต้นจากการใส่น้ำตาลทรายแดงลงไป ตามด้วยกาแฟดำ แล้วคนจนน้ำตาลละลาย ไฮไลต์เด็ดคือวิสกี้ช็อตที่ต้องเติมเป็นลำดับต่อมา (แนะนำว่าให้ใช้ไอริชวิสกี้จะเข้าท่าที่สุด) และท็อปด้วยครีมข้นเป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่ห้ามคนโดยเด็ดขาด
ทุกวันนี้มีการเสิร์ฟกาแฟไอริชอย่างแพร่หลายทั่วโลก แต่จะเสิร์ฟในลักษณะของค็อกเทลมากกว่า บางแห่งไม่มีครีมข้นด้านบน หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นวิปปิ้งครีมไปเลย อย่างไรก็ตาม กาแฟไอริชของแท้ดั้งเดิมจะต้องมีครีมเข้มข้นดั่งสำเนียงไอริช รสชาติกาแฟแข็งแกร่งดั่งมือแห่งมิตรภาพ น้ำตาลหวานลิ้นดั่งคารมแสนฉ้อฉล และวิสกี้ที่นุ่มนวลดั่งนักปราชญ์แห่งแผ่นดิน

กาแฟอินเดีย (Indian Coffee)

ว่ากันว่าชาวอินเดียได้รู้จักกับกาแฟเป็นครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 17 โดย บาบา บูดาน (Baba Budan) ผู้นำเมล็ดกาแฟ 7 ชนิดมาเผยแพร่ในอินเดียตอนใต้ จากนั้นกาแฟจึงเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในสมัยที่ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษจวบจนปัจจุบันนี้
ถ้าจะให้อธิบายแบบเห็นภาพเลย วิธีการชงกาแฟอินเดียคือการจับกาแฟเวียดนามกับกาแฟไทยมามัดรวมกัน ใช้เมล็ดกาแฟบดละเอียดใส่ภาชนะด้านบน รินน้ำร้อนใส่ รอน้ำซึมผ่านเมล็ดกาแฟลงมา แล้วใส่น้ำตาลและนมร้อนตามลงไป จากนั้นจึงเทถ่ายจากภาชนะหนึ่งไปยังอีกอันเหมือนกับกาแฟไทยหรือชาชัก เทไปเทมาจนเกิดฟองก็ถือว่าพร้อมดื่ม
สิ่งที่ทำให้กาแฟอินเดียแตกต่างจากเพื่อนคือ เมล็ดกาแฟที่คั่วกับดอกชิโครี (chicory) ซึ่งให้รสชาติขมกว่ากาแฟทั่วไปประมาณ 20-30% นั่นหมายความว่าถึงจะใส่น้ำตาลและนมแล้วก็ยังขมจัดอยู่ ดีไม่ดีอาจจะขมกว่ากาแฟดำทั่วไปด้วยซ้ำ และกลิ่นหอมตีจมูกแรงอย่าบอกใค

รสชาติของกาแฟขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและการชง

วิธีการชงกาแฟคร้าบบบบ
coffee-brewing-methods-1

1. Drip

เป็นการชงกาแฟผ่านกระดาษกรอง โดยให้น้ำร้อนหรือหยดน้ำร้อนค่อยๆ ไหลผ่านกระดาษกรอง (หรือ filter สำหรับที่ใช้ชงกาแฟแบบ drip) ลงไปยังภาชนะรองรับ และอาศัยอุณหภูมิน้ำที่พอเหมาะ รวมถึงความเร็วในการเทน้ำที่พอดี เพื่อจะได้กาแฟที่ดีที่สุดออกมา
coffee-brewing-methods-2

2. French Press

French Press การชงกาแฟแบบกด โดยที่ใช้แค่น้ำกับกาแฟบดโดยตรง เพื่อให้ได้รสชาติกาแฟที่บริสุทธิ์ที่สุด โดยมีขั้นตอนการชงที่เรียบง่ายที่สุดเช่นกัน แต่วิธีนี้จะต้องใช้เมล็ดกาแฟบดที่มีขนาดหยาบเพื่อให้เมล็ดกาแฟไม่หลุดผ่านตัวกรองลงมา โดยวิธีการชงก็คือให้ใส่เมล็ดกาแฟบดลงไป แล้วตามด้วยน้ำร้อน จากนั้นก็ปิดฝารอเวลาประมาณ 4 นาที แล้วจึงกดเพื่อให้กากกาแฟลงไปด้านล่าง ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอน
coffee-brewing-methods-4

3. Espresso

การชงกาแฟแบบ Espresso คือการชงโดยใช้แรงอัดไอน้ำหรือน้ำร้อนผ่านเมล็ดกาแฟคั่วที่บดละเอียด ซึ่งเป็นกาแฟที่นิยมมากที่สุดในแถบประเทศยุโรปตอนใต้
โดยมีวิธีการชงแบบใช้แรงอัด ทำให้ได้รสชาติกาแฟที่เข้มข้นและหนักแน่น ต่างจากกาแฟทั่วไปที่ชงผ่านน้ำหยด และเพราะรสชาติเข้มข้นและหนักแน่นอันเป็นเอกลักษณ์นี้เอง ทำให้คอกาแฟมักดื่มเอสเปรสโซโดยไม่ใส่น้ำตาลหรือนมเพิ่ม และมักจะเสิร์ฟเป็นช็อต (แก้วแบบจอกเพื่อให้ปริมาณไม่มากจนเกินไป
coffee-brewing-methods-6

4. Aeropress

การชงกาแฟแบบ Aeropress เป็นวิธีที่ง่ายมากๆ เพราะมีวิธีการแค่เติมน้ำร้อนที่ได้อุณหภูมิตามที่ต้องการให้เหมาะสมกับกาแฟแต่ละชนิด โดยการทำกาแฟแบบ Aeropress จะเป็นการใช้แรงดันอากาศ ดันน้ำร้อนให้ผ่านผงกาแฟ และกรองด้วย filter ที่มีรูพรุนขนาดเล็ก
coffee-brewing-methods-5

5. Moka Pot

Moka Pot คือหม้อต้มกาแฟสดสไตล์อิตาเลียน โดยวิธีการชงแบบนี้เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากสำหรับคอกาแฟที่ต้องการกาแฟเข้มๆ โดย Moka pot จะมีส่วนประกอบอยู่ 3 ส่วน ได้แก่ หม้อใส่น้ำ, กรวยใส่กาแฟ และตัวกาด้านบน โดยวิธีชงก็สามารถทำได้โดยการใส่น้ำลงไปในหม้อให้ถึงขีดที่มีแนะนำเอาไว้ ใส่กรวยกาแฟลงไป จากนั้นจึงใส่กาแฟตาม หลังจากนั้นก็ปิดฝา และนำไปต้มบนเตาแก๊ส เมื่อถึงจุดที่น้ำในหม้อน้ำร้อนได้ที่ ไอน้ำจะดันให้น้ำพุ่งขึ้นผ่านกาแฟ (คล้ายกับหลักการของ Syphon) จากนั้นเมื่อเราปิดไฟ น้ำกาแฟที่เหลือจะดันตัวขึ้นมาอยู่ในกาด้านบน ถือเป็นการเสร็จขั้นตอนการชงโดยใช้หม้อ Moka Pot
coffee-brewing-methods-7-2

6. Syphon

การชงกาแฟแบบสูญญากาศ ถูกคิดค้นขึ้นในสมัยปี ค..1840 ซึ่งหลังจากนั้นมาอีกร้อยกว่าปี ‘อะกิร่า โคโนะ’ (คนญี่ปุ่นได้คิดค้นการดัดแปลงกรรมวิธีเดิมนี้ให้เป็นรูปแบบสมัยใหม่ เพื่อให้ได้รสชาติกาแฟสดที่กลมกล่อม ซึ่งปัจจุบันวิธีการชงกาแฟแบบสูญญากาศนี้ถูกเรียกว่า Syphon Coffee
โดยวิธีการชงจะใช้หลักสูญญากาศ ซึ่งจะต้องใส่กาแฟไว้ในหม้อด้านบนโดยที่ต้องมีตัวกรองอยู่ด้วยเพื่อไม่ให้ผงกาแฟหล่นลงด้านล่าง จากนั้นจึงเติมน้ำใส่ลงไปในหม้อด้านล่าง ปิดฝาหม้อด้านบน แล้วจุดไฟต้มน้ำให้เดือด จากนั้นน้ำจะถูกดันขึ้นไปยังหม้อด้านบน เมื่อถึงเวลานี้ก็ให้ดับไฟและรอให้น้ำร้อนไหลผ่านกาแฟลงมายังหม้อด้านล่าง เพียงเท่านี้ก็จะได้กาแฟจากการชงแบบ Syphon แล้ว น่าสนใจมาก เหมือนเรียนวิทยาศาสตร์เลย
coffee-brewing-methods-3

7. Chemex


Chemex คือ กรวยชงกาแฟชนิดหนึ่ง โดยวิธีการชงแบบนี้จะมีลักษณะคล้ายๆ กับการ Drip ที่ใช้น้ำร้อนเทใส่ผงกาแฟและผ่านกระดาษกรองลงไป แต่จะแตกต่างกันที่วิธีการนี้ทุกขั้นตอนจะต้องทำด้วยมือตั้งแต่การบดไปจนถึงการเทน้ำร้อนใส่ลงบนผงกาแฟ

และนี่ก็คือ"ประโยชน์" ของกาแฟ


 1. ลดความเสี่ยงเป็นโรคนิ่ว

          ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ปี 2002 เผยว่า ผู้หญิงที่ดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีลดลงประมาณ 25% เช่นเดียวกับผลการวิจัยก่อนหน้านี้ที่บอกว่า ผู้ชายที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีได้ด้วย

 2. กาแฟช่วยลดความเครียด
           
          เชื่อว่าหลายคนแอบเห็นด้วยกับผลวิจัยนี้ เพราะเมื่อรู้สึกเครียด ๆ เหนื่อย ๆ ทีไร ได้จิบกาแฟสักหน่อยก็จะรู้สึกดีขึ้นใช่ไหมคะ ซึ่งคราวนี้เราการันตีด้วยผลการวิจัยเพิ่มเติมอีกด้วยว่า คนที่ดื่มกาแฟประมาณ 2-3 แก้วต่อวัน จะลดความเครียดได้ประมาณ 15 % แต่หากดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะสามารถลดความเครียดได้ถึง 20% เลยทีเดียวจ้า
กาแฟ

 3. ช่วยกระตุ้นความจำ
            
          ผลการวิจัยจากภาครังสีวิทยาของอเมริกาเหนือกล่าวว่า หากดื่มกาแฟ 2 แก้วต่อวัน จะสามารถพัฒนาความจำ และปฏิกิริยาตอบโต้ได้ดีขึ้น สอดคล้องกับการวิจัยของอีกสถาบันหนึ่งที่บอกว่า ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป หากดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน จะมีความจำที่ดีขึ้นกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มกาแฟ หรือดื่มกาแฟน้อยกว่านี้
            
 4. รอดจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2
            
          จากการศึกษาของภาคการเกษตรและเคมีอาหารของสหรัฐอเมริกา ทำให้ทราบว่า นักดื่มกาแฟตัวยง จะมีโอกาสรอดพ้นจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ประมาณ 50% เนื่องจากคาเฟอีนมีคุณสมบัติช่วยยับยั้ง hIAPP และโพลีเปปไทด์ ตัวการก่อให้เกิดโปรตีนผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นั่นเอง

ดื่มกาแฟ
 5. ลดความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง
            
          มีผลการวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่า การดื่มกาแฟวันละ 2-5 แก้วต่อวัน จะช่วยลดความเสี่ยงเกิดเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับได้ด้วย โดยประสิทธิภาพของคาเฟอีน จะช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์ผิดปกติ และกำจัดสารพิษที่ร่างกายได้รับได้ในระดับหนึ่ง

 6. กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ
            
          มีผลการวิจัยหลายชิ้นที่บอกว่า คาเฟอีนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเมตาบอลิซึม และอาจจะทำให้น้ำหนักคุณลดลงได้ แต่ล่าสุดผลการวิจัยเมื่อปี 2006 เพิ่งจะได้ข้อสรุปว่า คาเฟอีนในเมล็ดกาแฟสดคั่วบด มีผลกับการลดน้ำหนักในผู้หญิงได้จริง และสามารถลดน้ำหนักเฉลี่ยได้ 7.7 กิโลกรัมภายใน 22 สัปดาห์เลยทีเดียวจ้า

 7. ลดความเสี่ยงเป็นโรคพาคินสัน
            
          สถาบันการแพทย์อเมริกันได้ทำการวิจัยและพบว่า คาเฟอีนในกาแฟมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงเป็นโรคพาคินสัน โดยผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้วเป็นประจำทุกวัน จะช่วยลดโอกาสเกิดโรคพาคินสันได้ถึง 25% เลยนะจ๊ะ

ประโยชน์ของกาแฟ


 8. ปลุกความตื่นตัวได้ในทันที

          คาเฟอีนมีคุณสมบัติไม่ต่างจากสารกระตุ้นดี ๆ ชนิดหนึ่ง ที่สามารถปลุกความตื่นตัวให้กับร่างกายที่อ่อนล้า หรืออ่อนเพลียได้ในระยะเวลาสั้น ๆ ยืนยันด้วยการทดลองกับนักกีฬากลุ่มหนึ่ง ซึ่งได้ดื่มกาแฟระหว่างที่ฝึกซ้อม และพบว่า นักกีฬากลุ่มที่ดื่มกาแฟจะสามารถฝึกซ้อมกีฬาได้นานขึ้น เรียกได้ว่ามีความอึดมากกว่าเดิมนั่นเอง โดยความคึกคักที่เกิดขึ้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น

 9. ลดโอกาสเป็นโรคเกาต์
            
          สำหรับคนที่กลัวตัวเองจะเสี่ยงเป็นโรคเกาต์ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แนะนำให้ดื่มกาแฟประมาณ 3-6 แก้วต่อวันอย่างต่อเนื่อง เพราะผลการวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งหนึ่งยืนยันแล้วว่า คาเฟอีนมีส่วนช่วยบรรเทาการอักเสบของข้อ เนื่องมาจากกรดยูริกที่เกินขนาดอย่างได้ผล และคนที่ดื่มกาแฟ 6 แก้วต่อวัน ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคเกาต์ได้ถึง 60%

ภูนั่งยอง

            “ภูนั่งยอง” นักท่องเที่ยวยังสามารถมากางเต้นท์แบบคูลๆ ได้อีกด้วย ลุงมิตรและน้องแป้งเจ้าของร้านเล่าให้ฟังว่าถ้าฝนตกชุ่...